เป็นบทความผ่านตาที่น่าอ่านมากค่ะ
 
เลยขออนุญาต เก็บเข้าไว้ในบล็อคส่วนตัวซะหน่อย
 
ส่วนตัว  เราเชื่อว่า "ถ้าเรารักตัวเองเป็น เราก็จะรักคนอื่นเป็น"
 
ในขณะที่คนอื่นมองว่า การที่เราไม่มีคู่  เราต้องเหงา  ต้องโดดเดี่ยว  ต้องนั่นต้องนี่  จนอาจทำให้โดนแขวะ  โดนเหน็บ โดนว่า (เชิงเห็นใจ...เหรอ)  อยู่บ่อยครั้ง
 
แต่เรากลับรู้สึกว่า   ก็ทุกวันนี้.....ฉันรักตัวเอง   ถึงจะยังไม่สุขสุดๆ กับการอยู่คนเดียว  เพราะยังมีความเหงา มาเป็นเพื่อนเยี่ยมเยียนอยู่บ้าง  แต่เราก็ไม่เคยปฏิเสธมันค่ะ.....ยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานด้วย
 
บทความนี้  น่าจะเป็นประโยชน์กับใครหลายๆคน   ที่อยากมีความสุข  ทั้งๆ ที่ใครๆ  ก็อาจมองว่า การอยู่คนเดียวเป็นสิ่งเลวร้าย
 
อยากบอกทุกคนค่ะว่า..........การอยู่คนเดียว ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย.......... หากคุณ  "รักตัวเองเป็น"

 


หากคุณกำลังปรารถนา "ใครสักคนหนึ่ง" ที่หวังให้เขาเป็นคนรู้ใจเรา เข้าใจเรา เห็นคุณค่าของเรา ปลอบใจยามเศร้า เป็นเพื่อนยามเหงา กล่าวคำชื่นชมเสมอ…ทำให้เรารู้สึกหัวใจพองโต ด้วยความรู้สึกฟูฟ่องอิ่มเอิบ

ครั้น เมื่อยังไม่มีแฟนเหมือนเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ให้รู้สึกน้อยหน้า เป็นปมด้อย ไม่มีอะไรไปคุยโม้โอ้อวด  แถมถ้าเจอเพื่อน ๆ จงใจหิ้วแฟนหล่อระเบิดหรือสวยเลอเลิศสมิหรามาอวด กะจะขยำย่ำยีบดขยี้หัวใจเพื่อนฝูงให้ชอกช้ำน้ำลายสอ…ผลการกระทำดังกล่าว ทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าราคาตก แทบแทรกแผ่นดินหนี

ถ้าคุณมี อาการดังกล่าว แสดงว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังอยู่ใน ภาวะขาดความนับถือตนเอง หรือ Low self-esteem…พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า "รักตัวเองไม่เป็น"

ความ นับถือตนเอง (Self-esteem)  หมายถึงการที่คุณรู้สึกว่าตนเอง มีคุณค่าเท่าเทียมกับคนอื่น ตระหนักในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิแห่งตน สามารถมีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องได้รับการโอบอุ้มหรือพึ่งพิงคนอื่น 

คนที่มีความนับถือตนเองจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แม้ในเวลาอยู่คนเดียว เขาก็ไม่เคยรู้สึกเงียบเหงา หงอย เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว เดียวดาย อ้างว้าง ว้าเหว่ วังเวงใจ ไร้ที่พึ่ง…เขาจะไม่เคยพูดว่า "ถ้าฉันขาดเขาไป ฉันคงอยู่ไม่ได้"…และไม่ค่อยมีเวลาเหลือพอสำหรับการเซ็งชีวิต

คนที่ ขาดความนับถือตนเองจะมีความสุขได้ยาก เนื่องจากความถนัดส่วนตัวในการมองตนเองในทางลบ ไม่ตระหนักในความสามารถของตนเอง ทำอะไรก็คงไม่ได้ดี คิดว่าคนอื่นคอยดูถูก…ลึก ๆ แล้วเขาดูถูกตัวเอง 

แม้ตัวเองที่เราคุ้นเคยดีที่สุด ก็ยังไม่สามารถเห็นความดีที่มีอยู่ ก็ย่อมเป็นการยากที่จะมองเห็นความดีในผู้อื่นได้  คนที่ขาดความนับถือตนเองจึงมักเป็นคนที่มองคนอื่นในแง่ลบ ชอบหาเรื่องคนอื่น ระแวง คิดว่าคนอื่นนินทาว่าร้ายไม่หวังดีกับตัวเรา มีผลถึงการสื่อสาร ชอบกัด จิก แขวะคนอื่น  จึงมักมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง เวลาที่เห็นคนอื่นได้ดี ก็ชื่นชมไม่เป็น เป็นแต่อิจฉาริษยา…คนขี้อิจฉาริษยา ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น แท้ที่จริงก็เป็นผลพวงมาจาก การรักตัวเองไม่เป็น

ใจ มนุษย์รับได้ยากที่รู้สึกว่าตัวเองตกต่ำ หากทำให้ตัวเราสูงส่งไม่ได้ ก็ใช้วิธีกดคนอื่นให้ต่ำลง ทำให้เรารู้สึกเหนือกว่า…การคอยจับผิด ตำหนิ นินทา เสียดสี ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ เป็นวิธีการพูดกดให้คนอื่นต่ำลงทั้งสิ้น หลายคนที่ไม่เคยได้รับรู้ความรักจากพ่อแม่ในวัยเด็กทำให้รักตัวเองไม่เป็น การสื่อสารจากพ่อแม่เป็นไปทางลบตลอด "แกมันแย่ ขี้เกียจสันหลังยาว ใช้ไม่ได้" "มันจะโง่อะไรขนาดนี้ เลขง่าย ๆ แค่นี้ก็ยังตอบผิด อีกหน่อยมันจะทำอะไรกิน"…เด็กเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรู้ว่ามีอะไรดี ๆ ในตัวเอง นำไปสู่การขาดความนับถือตนเอง

แต่หลายครั้งที่ความรักของ พ่อแม่ก็เป็นสาเหตุสำคัญ  เพราะพ่อแม่รักมาก เลยทำให้เด็กหมดทุกอย่าง จัดแจงทุกอย่างให้โดยเด็กไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เสื้อผ้าก็มีคนจัดแจงให้ จะเข้าโรงเรียนใหม่พ่อแม่ก็เลือกให้  เด็กในโรงเรียนดัง ๆ ส่วนใหญ่เข้าได้ด้วยความสามารถของพ่อแม่ เด็ก ๆ จึงไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร…ชีวิตไม่คุ้นเคยกับความรู้สึก "ภาคภูมิใจ" ผลสุดท้ายก็นับถือตัวเองไม่เป็นเหมือนกัน 

พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยความรักอย่างเดียวไม่พอ ต้องสื่อสารทางบวก ด้วย…การสื่อสารทางบวกไม่ได้มีเฉพาะการชื่นชมว่าลูกเก่ง ลูกน่ารัก ฯลฯ เท่านั้น  แต่การพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อลูกปฏิบัติดีหรือทำงานสำเร็จ และการเปิดโอกาส ให้ลูกได้ตัดสินใจในสิ่งที่เป็นกิจวัตรหรือวิถีชีวิตของเขา…เด็กจะเติบโต ด้วยความภาคภูมิ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ

การขาดความนับถือตนเองไม่ใช่เพราะ "ไม่มีคุณค่า" แต่เป็นเพราะ "ขาดความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า"

ความนับถือตนเองสามารถพัฒนาได้ถ้าคิดเป็น (หรือสัมมาทิฐิ)  ความรู้สึกดังกล่าวจะค่อย ๆ บังเกิด หากคุณพิจารณาตนเองหรือให้เพื่อนสนิทวิจารณ์อย่างจริงใจ ทั้งส่วนที่เป็นบวก และสิ่งที่เป็นลบ  เป็นขั้นตอนแรกของรู้จักตัวเองอย่างถ้วนทั่ว 

คนทุกคนมีทั้งส่วนดี และส่วนเสียทั้งสิ้น…ไม่มีใครดีเลิศเลอหรือเลวสุด ๆ  ตัวคุณเองก็มีทั้งข้อเด่นและข้อด้อย  การมองเห็นตัวเองว่ามีแต่ข้อด้อย ทำให้รู้สึกแย่ ไร้ค่า ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ กลายเป็นคนเกลียดตัวเอง ทางออกของวัยรุ่นหลายคนคือต้องรีบหาแฟนตั้งแต่วัยเด็กหรือยอมมีเซ็กส์อย่าง ง่ายดาย…การได้รู้สึกว่ามีคนมารักเป็นการชดเชย และเติมเต็มส่วนขาดในใจเรา

ผู้หญิงที่กำลังตกทุกข์ได้ยากในเรื่องรัก มักกลายเป็นเหยื่อของผู้ชายที่กำลังอดอยากปากแห้งในเรื่องเซ็กส์

การตระหนักในข้อเด่นที่ตัวเรามี เช่น หน้าตาดี บุคลิกภาพดี มีความคิดดี มนุษยสัมพันธ์ดี จิตใจดีงาม สุขภาพดี มีความสามารถพิเศษ ฯลฯ  คนเรามันต้องมีอะไรดีสักอย่างหรือหลายอย่าง… ลองหาดูจริง ๆ สักทีเถอะ

การ มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่เห็นภาพอย่างชัดเจน  แทนที่จะมัวแต่นอนฝันกลางวันไปเรื่อยเปื่อย จงกระตือรือร้นลงมือแปลงความฝันเป็นความจริง   ตัดสินใจเลือกเดินในหนทางที่เราเลือกด้วยตัวเราเอง  ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความนับถือตนเอง โดยมีข้อเด่นหรือศักยภาพในตัวเราเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จ

ตั้งใจ เรียนและทำงาน หากเจอคนที่ถูกใจจึงค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์จากคนรู้จักกลายเป็นคนรู้ใจ นำไปสู่การรวมใจและใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด

แต่ถ้าไม่เจอใครเลยสักคน หลายคนมัวแต่เสียใจว่าฉันไม่มีคุณค่าพอที่จะมีคนมารักและขอแต่งงาน โปรดอย่าใช้วิธีคิดแบบนางเอกนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ…..

ขอจงคิดใหม่ว่า "เพราะยังไม่มีผู้ชายดีพอ ที่ฉันจะเลือกมาเป็นคู่ และฉันยังมีความสุขแม้ต้องอยู่ด้วยตัวคนเดียว"…เขียนลงกระดาษ แปะที่กระจกโต๊ะเครื่องแป้งประจำตัวไว้อ่านทุกตอนเช้า


"ถึงแม้ปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็ยังอิ่มใจที่...ฉันรักตัวเองเป็น"

บทความ :  นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณท่านแม่ ที่ขอให้ลูกสาว "มีความเป็นตัวของตัวเอง"  cry

#1 By ...Neverfearnat... on 2013-05-09 11:57